วันสถาปนาลูกเสือแห่งชาติ 1 ก.ค กิจกรรมล่าสุดของโรงเรียนบ้านหนองแวง

ภาพบรรยากาศของทุกคนที่ร่วมมือกันจัดกิจกกรมนี้ขึ้นมา 

วันสถาปนาลูกเสือแห่งชาติ 1  ก.ค  กิจกรรมล่าสุดของโรงเรียนบ้านหนองแวง ค่ะ

เฟซบุ๊ค” จับมือ”สไกป์” เปิดตัวบริการใหม่ “วีดิโอ คอลลิ่ง” พร้อมใช้งานแล้ว

 

“เฟซบุ๊ค” จับมือ”สไกป์” เปิดตัวบริการใหม่ “วีดิโอ คอลลิ่ง” พร้อมใช้งานแล้ว

เฟซบุ๊คเดินหน้าไปอีกขั้น หลังจากที่คู่แข่งอย่างกูเกิลได้เปิดตัวเว็บไซต์สังคมออนไลน์ “กูเกิล พลัส” ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยล่าสุดก็ได้มีเปิดใช้งานในบริการ “วีดิโอ คอลลิ่ง” หรือการพูดคุยกันแบบเห็นหน้าแล้ว

 

นับได้ว่าเป็นการพัฒนาที่ต่อเนื่องหลังจากที่ก่อนหน้านี้เฟซบุ๊ค ได้เปิดให้มีการใช้งานระบบแช็ต (Chat) ขึ้นมา  จากนั้น 1  ปีต่อมาจึงได้มีการพัฒนาต่อยอด โดยครั้งนี้เฟซบุ๊ค ได้ทำการพัฒนาโดยร่วมมือกับ“สไกป์” (Skype)  นำฟังก์ชันการคุยแบบวิดีโอ คอลลิ่ง เข้ามาเพิ่มสีสันในการพูดคุยอีกครั้ง

 

โดยฟังก์ชันวีดิโอ คอลลิ่งนี้ถูกพัฒนาให้รองรับถึง 70 ภาษา และยังสามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย เพียงคลิ๊กเลือกที่ปุ่มไอคอนรูปวีดีโอที่เมนู บาร์ ของชื่อเพื่อนแต่ละคน ก็สามารถเริ่มทำการสนทนาผ่านระบบวีดิโอ คอลลิ่ง ได้แล้ว แต่หากใครเริ่มใช้งานเป็นครั้งแรกจะมีคำแนะนำให้ทำการดาวน์โหลดและติดตั้งพลั๊กอิน ก่อนใช้อีกด้วยอย่างไรก็ดี

 

ระบบการสนทนาแบบใหม่นี้ ผู้ใช้ยังคงทำการพูดคุยได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นระบบเดียวกับบริการกูเกิล พลัส

 

นอกจากนั้นเฟซบุ๊คยังเพิ่มทางเลือกในการพูดคุยแบบกลุ่ม โดยขณะที่ผู้ใช้กำลังพูดคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง เขาสามารถกดปุ่มไอคอนเพื่อเพิ่มเพื่อนเข้ามาในการสนทนาได้อีกด้วย

 

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน
 

หน้าตา iPhone 5

นี้โลกเตรียมพบกับ โฉมหน้าของ iPhone5 ยืนยันข้อมูลข้างต้นจากสื่ออังกฤษอย่าง “เดลี่เมล”  

 

แอปเปิ้ลมีแผนที่จะปล่อย ไอโฟนภาค5 มาชิงศึกสมาร์ทโฟน ในเดือนกันยาที่จะถึงนี้ โดยเน้นประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่ ชิปประมวลผลที่ช่วยในการดาวน์โหลดข้อมูลที่เร็วขึ้น, มาพร้อมเทคโนโลยี iCloud ครั้งแรกในอุปกรณ์แอปเปิ้ล , และประกาศศึกท้าชน Google สมาร์ทโฟน หรือ แอนดรอยด์ ทั่วโลก อย่าเต็มภาคภูมิ!!!  

นอกจากชิปประมวลผลที่ดีขึ้น ยังมีเรื่องของกล้องที่มีความละเอียดสูง จาก 5 ล้านพิกเซล ใน iPhone4 เพิ่มเป็น 8 ล้านพิกเซล โดยแอปเปิ้ลคาดว่าเมื่อ iPhone5 เข้าสู่ช่วง Release จะผลักดันหุ้นของแอปเปิ้ลขึ้น เช่นเดียวกับช่วง ไอโฟน4 ถูกเปิดตัวเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ที่เป็นตัวเร่ง ให้หุ้นถีบตัวสูงขึ้น ภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง และเว็บไซตฺ์ของ Apple ถึงกับล่ม จากดีมานด์ระดับมหาศาลของผู้ซื้อเลยทีเดียว  

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของแอปเปิ้ล ยังเตรียมขยายตลาดกลุ่มเป้าหมาย โดยเน้นและให้ความสนใจยังประเทศ กลุ่มกำลังพัฒนามากขึ้นด้วย (ไทยน่าจะเป็นหนึ่งในนั้น) โดยจะมีรุ่นที่ราคาถูกกว่า ตลาดกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แม้จะมองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนของแอปเปิ้ลอยู่ที่ 18.2% ตามหลัง Device ของทางกูเกิ้ลอยู่ มองดูรูปแบบการตลาดที่กว้างขึ้น ไม่จำกัดเหมือนแอนดรอยด์แบบนี้แล้ว ดูท่าปลายปีนี้คงเป็นช่วงสนุกน่าดูสำหรับตลาดสมาร์ทโฟน เตรียมป๊อบคอร์นไว้รอเลย!!  

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ร่างกายของเรา

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ร่างกายของเรา 

ผังมโนทัศน์เป้าหมายการจัดการเรียนรู้และขอบข่ายภาระงาน

ความรู้

1. อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย

2. ระบบหายใจ

3. ระบบย่อยอาหาร

4. ระบบหมุนเวียนเลือด

5. ระบบขับถ่าย

6. การเจริญเติบโตและพัฒนาการ

7. สารอาหารในอาหารหลัก

8. พลังงานจากสารอาหาร

ทักษะ/กระบวนการ

1. การสังเกต

2. การสำรวจ

3. การสืบค้นข้อมูล

4. การนำความรไ ปใชใ นชวี ติ ประจำวัน

ภาระ งาน/ชิ้น งาน

1. รายงานการศึกษาลักษณะและการ

ทำงานของอวัยวะภายในร่างกายที่นักเรียนสนใจ

2. สังเกตลักษณะของอวัยวะในระบบหายใจขณะหายใจเข้า-ออก

3. สังเกตอัตราการเต้นของหัวใจขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยการจับชีพจร

4.สังเกตสิ่งที่อยู่ในลมหายใจ ซึ่งเป็นของเสียที่ร่างกายกำจัดออกทางปอด

5.สังเกตการเจริญเติบโตของตนเองและ

เปรียบเทียบกับการเจริญเติบโตของเพื่อน

6.รายงานการศึกษาชนิดของสารอาหารที่ได้จากการรับประทานอาหารในแต่ละวัน และเปรียบเทียบสารอาหารที่ตนเองได้รับกับเพื่อน

7. สังเกตและคำนวณพลังงานที่ได้รับจากการรับประทานอาหารจานเดียว

คุณลักษณะที่พึงประสงค์

1. ใฝ่เรียนรู้

2. มุ่งมั่นในการทำงาน

3. มีเจตคติต่อวิทยาศาสตร์

4. มีเจตคติทางวิทยาศาสตร์

5. เห็นคุณค่าของการนำความรู้

ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน

ร่างกายของเรา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ร่างกายของเรา

ขั้นที่ 1 ผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับนักเรียน
ตัวชี้วัดชั้นปี

1. อธิบายการเจริญเติบโตของมนุษย์จากวัยแรกเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่ (ว 1.1 ป. 6/1)

2. อธิบายการทำงานที่สัมพันธ์กันของระบบย่อยอาหาร ระบบหายใจ และระบบหมุนเวียนเลือด

ของมนุษย์ (ว 1.1 ป. 6/2)

3. วิเคราะห์สารอาหารและอภิปรายความจำเป็นที่ร่างกายต้องได้รับสารอาหารในสัดส่วนที่

เหมาะสมกับเพศและวัย (ว 1.1 ป. 6/3)

ความ เข้าใจ ที่ คงทน ของ นักเรียน

นักเรียน จะ เข้าใจ ว่า

1. ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ ที่

ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

2. การเจรญิ เตบิ โตของร่างกายจากวัยเดก็ ส่วู ัย

ผู้ใหญ่ ขนาดของร่างกายและพัฒนาการจะ

เปลี่ยนแปลงไปซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละ

ช่วงวัย

3. มนุษย์ต้องกินอาหารเพื่อการดำรงชีวิต อาหาร

ประกอบดว้ ยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่า งกาย

เราจึงควรเลือกกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ

และเหมาะสมกับเพศและวัย

คำ ถาม สำคัญ ที่ ทำให้เกิด ความ เข้าใจ ที่ คงทน

 

1. ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยอวัยวะใดบ้าง

และมีการทำงานร่วมกันในลักษณะใด

2. การเจริญเติบโตและพัฒนาการของคนในแต่ละ

ช่วงวัยมีลักษณะใด

3. สารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของมนุษย์

มีอะไรบ้าง และเราจะเลือกกินอาหารอย่างไรให้

เหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย

ความรู้ของนักเรียนที่นำไปสู่ความเข้าใจที่คงทนนักเรียนจะรู้ว่า

1. คำสำคัญ ได้แก่ ถุงลม หน่วยไต กรวยไต

เซลล์อสุจิ เซลล์ไข่ อาหารหลัก 5 หมู่ พลังงาน

กิโลแคลอรี โภชนบัญญัติ

2. ร่างกายของเราประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ ที่

ทำงานอย่างเป็นระบบ ได้แก่ ระบบหายใจ ซึ่ง

ประกอบด้วย จมูก ปอด ถุงลม กะบังลม และ

กระดูกซี่โครง ระบบย่อยอาหาร ประกอบด้วย

ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน

ทักษะ/ความสามารถของนักเรียนที่จะนำไปสู่

ความเข้าใจที่คงทน นักเรียนจะสามารถ

1. อธิบายลักษณะและหน้าที่ของอวัยวะภายใน

ร่างกาย

2. อธิบายการทำงานที่สัมพันธ์กันของอวัยวะใน

ระบบหายใจ

3. สังเกตอัตราการเต้นของหัวใจและอธิบายปัจจัย

ที่มีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ

4. สังเกตและอธิบายวิธีการขับถ่ายของเสีย

ออกจากร่างกายทางปอด

 


 

ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ ระบบหมุนเวียนเลือด

ประกอบด้วย หัวใจและหลอดเลือด และระบบ

ขับถ่าย ซึ่งจะกำจัดของเสียออกทางไต ลำไส้ใหญ่

ผิวหนัง และปอด

3. สารอาหารที่เป็นองค์ประกอบของอาหาร ได้แก่

โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ซึ่งเป็นสารอาหาร

ที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย และสารอาหารประเภท

เกลือแร่ และวิตามินที่ไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย

การเลือกกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการเหมาะ

สมกับเพศและวัย จะทำให้เรามีสุขภาพร่างกาย

ที่ดีและแข็งแรง

5. สังเกตและเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของ

ตนเองกับเพื่อน

6. สำรวจประเภทของสารอาหารที่ได้รับจากอาหาร

ในแต่ละวัน

7. ฝึกจัดรายการอาหารที่เหมาะสมกับเพศและวัย

ขั้นที่ 2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรู้ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงว่านักเรียนมีผลการเรียนรู้

ตามที่กำหนดไว้อย่างแท้จริง

1. ภาระ งาน ที่ นักเรียน ต้อง ปฏิบัติ

        – รายงานการศึกษาลักษณะและการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายที่นักเรียนสนใจ

        – สังเกตลักษณะของอวัยวะในระบบหายใจขณะหายใจเข้า–ออก

        – สังเกตอัตราการเต้นของหัวใจขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยการจับชีพจร

        – สังเกตสิ่งที่อยู่ในลมหายใจซึ่งเป็นของเสียที่ร่างกายกำจัดออกทางปอด

        – สังเกตการเจริญเติบโตของตนเองและเปรียบเทียบกับการเจริญเติบโตของเพื่อน

        – รายงานการศึกษาชนิดของสารอาหารที่ได้จากการรับประทานอาหารในแต่ละวัน และเปรียบเทียบ

           สารอาหารที่ตนเองได้รับกับเพื่อน

       – สังเกตและคำนวณพลังงานที่ได้รับจากการรับประทานอาหารจานเดียว

2. วิธีการและเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้

วิธีการประเมินผลการเรียนรู้

เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้

– การทดสอบ

– การสนทนาซักถาม

– การวัดเจตคติ

– การวัดทักษะ

– การประเมินตนเอง

– แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน

– แบบบันทึกการสนทนา

– แบบวัดเจตคติทางวิทยาศาสตร์และเจตคติ

ต่อวิทยาศาสตร์

– แบบวัดทักษะ/กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

– แบบประเมินตนเองของนักเรียน

 


 

3. สิ่งที่มุ่งประเมิน

          – ความสามารถในการอธิบาย ชี้แจง การแปลความและตีความ การประยุกต์ ดัดแปลง และนำไปใช้

          การมีมุมมองที่หลากหลาย การให้ความสำคัญใส่ในใจความรู้สึกของผู้อื่น และการรู้จักตนเอง

          – เจตคติทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์เป็นรายบุคคล

          – ทักษะ/กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

          – ทักษะการคิด

          – ทักษะการแก้ปัญหา

          – พฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม

ขั้นที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู้
          – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย 1 ชั่วโมง

          – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 การทำงานของระบบหายใจ 1 ชั่วโมง

          – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 การทำงานของระบบย่อยอาหาร 1 ชั่วโมง

          – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 การทำงานของระบบหมุนเวียนเลือด 2 ชั่วโมง

          – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 การทำงานของระบบขับถ่าย 1 ชั่วโมง

           – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 การเจริญเติบโตและพัฒนาการ 2 ชั่วโมง

           – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 อาหารหลัก 5 หมู่ และสารอาหารในอาหารหลัก 5 หมู่ 1 ชั่วโมง

           – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 พลังงานจากสารอาหาร 2 ชั่วโมง

 


หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 ปรากฏการณ์โลกและเทคโนโลยีอวกาศ

 

 

หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 ปรากฏการณ์โลกและเทคโนโลยีอวกาศ

 

 

 

 

ความรู้

1.ข้างขึ้น–ข้างแรม

2.ฤดูกาล

3.จันทรุปราคาและสุริยุปราคา

4.การเดินทางไปอวกาศ

5.ประโยชน์ของการสำรวจอวกาศ

 

ทักษะ/กระบวนการ

1.การสังเกต

2.การทดลอง

3.การนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน

 

ภาระงาน/ชิ้นงาน

1.สังเกตการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของ

ดวงจันทร์

2.ทดลองสาเหตุการเกิดฤดูกาล

3.สร้างแบบจำลองการเกิดจันทรุปราคา

4.สร้างแบบจำลองการเกิดสุริยุปราคา

5.สังเกตการเคลื่อนที่ของจรวด

 

คุณลักษณะที่พึงประสงค์

1.ใฝ่เรียนรู้

2.มุ่งมั่นในการทำงาน

3.มีเจตคติต่อวิทยาศาสตร์

4.มีเจตคติทางวิทยาศาสตร์

5.เห็นคุณค่าของการนำความรู้

ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน

 

ปรากฏการณ์โลกและเทคโนโลยี

 

ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้

หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 ปรากฏการณ์โลกและเทคโนโลยีอวกาศ

 

 

 

ขั้นที่1ผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับนักเรียน
ตัวชี้วัดชั้นปี

1.สร้างแบบจำลองและอธิบายการเกิดฤดูข้างขึ้น–ข้างแรมสุริยุปราคาจันทรุปราคาและนำ

ความรู้ไปใช้ประโยชน์(ว7.1ป.6/1)

2.สืบค้นข้อมูลและอภิปรายความก้าวหน้าและประโยชน์ของเทคโนโลยีอวกาศ(ว7.2ป.6/1)

ความเข้าใจที่คงทนของนักเรียน

นักเรียนจะเข้าใจว่า

1.ข้างขึ้น–ข้างแรมเป็นปรากฏการณ์ที่ดวงจันทร์

โคจรรอบโลกโดยขณะที่โคจรไปนั้นก็ได้รับแสง

จากดวงอาทิตย์และสะท้อนมายังโลกทำให้คน

บนโลกมองเห็นแสงที่สะท้อนจากดวงอาทิตย์

แตกต่างกันตามตำแหน่งของดวงจันทร์ที่โคจร

รอบโลก

2.เนื่องจากโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ในลักษณะที่

แกนของโลกเอียง23.5องศากับแนวตั้งฉาก

ของระนาบทางโคจรทำให้ส่วนต่างๆของโลก

ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน

ลักษณะดังกล่าวทำให้เกิดฤดูกาลขึ้นบนโลก

3.เมื่อโลกโคจรมาอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์กับ

ดวงจันทร์เงาของโลกจะทาบไปบนดวงจันทร์

ทำให้คนบนโลกเห็นดวงจันทร์มืดทั้งดวงหรือ

บางส่วนปรากฏการณ์นี้เรียกว่าจันทรุปราคา

4.เมื่อดวงจันทร์โคจรมาอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์กับ

โลกเงาของดวงจันทร์จะทาบไปบนโลกทำให้

คนบนโลกเห็นดวงอาทิตย์มืดทั้งดวงหรือ

บางส่วนปรากฏการณ์นี้เรียกว่าสุริยุปราคา

5.การศึกษาด้านอวกาศมีความเจริญก้าวหน้า

มาเป็นลำดับมนุษย์ได้ประดิษฐ์เครื่องมือและ

ยานพาหนะต่างๆที่ช่วยในการศึกษาเพื่อช่วย

ให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับดวงดาวต่างๆมากขึ้น

6.มนุษย์ได้รับประโยชน์จากการสำรวจอวกาศโดย

ผ่านระบบดาวเทียม

คำถามสำคัญที่ทำให้เกิดความเข้าใจที่คงทน

1.ข้างขึ้น–ข้างแรมเกิดขึ้นได้อย่างไร

2.เหตุใดส่วนต่างๆของโลกจึงได้รับความร้อนจาก

ดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน

3.บริเวณซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้มีฤดูกาล

เหมือนหรือแตกต่างจากบริเวณเส้นศูนย์สูตร

เพราะเหตุใด

4.การเกิดจันทรุปราคาโลกดวงจันทร์และ

ดวงอาทิตย์มีการโคจรในลักษณะใด

5.การเกิดสุริยุปราคาโลกดวงจันทร์และ

ดวงอาทิตย์มีการโคจรในลักษณะใด

6.เงามืดเงามัวแตกต่างกันในลักษณะใด

7.ยานพาหนะที่ใช้ในการสำรวจอวกาศมีอะไรบ้าง

และมีหลักการทำงานและภารกิจที่แตกต่างกัน

ในลักษณะใด

8.มนุษย์ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการสำรวจ

อวกาศในด้านใด

9.การสำรวจอวกาศมีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง

 

 

ความรู้ของนักเรียนที่นำไปสู่ความเข้าใจที่คงทน

นักเรียนจะรู้ว่า

1.คำสำคัญได้แก่ข้างขึ้น–ข้างแรมฤดูกาล

จันทรุปราคาสุริยุปราคาอวกาศยานอวกาศ

2.ปรากฏการณ์ที่เห็นส่วนสว่างของดวงจันทร์

ค่อยๆเพิ่มขึ้นจนเต็มดวงเรียกว่าข้างขึ้นและ

เห็นส่วนสว่างของดวงจันทร์ค่อยๆลดลง

จนมองไม่เห็นดวงจันทร์เลยเรียกว่าข้างแรม

3.เนื่องจากแกนของโลกเอียงทำมุม23.5องศา

ขณะที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ทำให้ส่วน

ต่างๆบนโลกได้รับความร้อนไม่เท่ากันบริเวณ

ที่แสงตกกระทบเป็นมุมฉากอากาศจะร้อนส่วน

บริเวณที่แสงตกกระทบเป็นมุมเฉียงอากาศจะ

เย็นลงลักษณะดังกล่าวทำให้เกิดฤดูกาลขึ้นบน

โลก

4.จันทรุปราคาเกิดจากโลกโคจรอยู่ระหว่าง

ดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ทำให้โลกบังแสง

อาทิตย์เกิดเป็นเงามืดบนดวงจันทร์

5.สุริยุปราคาเกิดจากดวงจันทร์โคจรอยู่ระหว่าง

ดวงอาทิตย์กับโลกทำให้เงาดวงจันทร์บังแสง

อาทิตย์ที่จะส่องมายังโลกคนบนโลกที่อยู่ใต้เงา

ของดวงจันทร์จึงเห็นดวงอาทิตย์มืดไป

6.การสำรวจอวกาศต้องใช้เครื่องมือและยาน-

พาหนะพิเศษเช่นจรวดดาวเทียมยานอวกาศ

ยานขนส่งอวกาศและสถานีอวกาศเพื่อช่วยใน

การเก็บข้อมูลความรู้ต่างๆเกี่ยวกับอวกาศ

7.การสำรวจอวกาศทำให้มนุษย์ได้รับประโยชน์

มากมายจากการใช้บริการผ่านดาวเทียม3

ระบบคือดาวเทียมสื่อสารดาวเทียมสำรวจ

ทรัพยากรธรรมชาติและดาวเทียมอุตุนิยม

วิทยา

ทักษะ/ความสามารถของนักเรียนที่จะนำไปสู่

ความเข้าใจที่คงทนนักเรียนจะสามารถ

1.อธิบายการเกิดข้างขึ้น–ข้างแรม

2.สังเกตการเปลี่ยนแปลงรูปร่างลักษณะของ

ดวงจันทร์

3.อธิบายการเกิดฤดูกาลบนโลก

4.อธิบายการเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาและ

สุริยุปราคา

5.สังเกตการเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาและ

สุริยุปราคาบนท้องฟ้า

6.อธิบายความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอวกาศ

7.อธิบายประโยชน์ที่ได้รับจากการสำรวจอวกาศ

 

 

 

 

 

คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ป.6 243

 

ขั้นที่ 2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรู้ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงว่านักเรียนมีผลการเรียนรู้

ตามที่กำหนดไว้อย่างแท้จริง

1.ภาระงานที่นักเรียนต้องปฏิบัติ

        –สังเกตการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของดวงจันทร์

        –ทดลองสาเหตุการเกิดฤดูกาล

        –สร้างแบบจำลองการเกิดจันทรุปราคา

        –สร้างแบบจำลองการเกิดสุริยุปราคา

        –สังเกตการเคลื่อนที่ของจรวด

2.วิธีการและเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้

วิธีการประเมินผลการเรียนรู้

เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้

        –การทดสอบ

        –การสนทนาซักถาม

        –การวัดเจตคติ

        –การวัดทักษะ

        –การประเมินตนเอง

        –แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน

        –แบบบันทึกการสนทนา

        –แบบวัดเจตคติทางวิทยาศาสตร์และเจตคติ

        ต่อวิทยาศาสตร์

        –แบบวัดทักษะ/กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

        –แบบประเมินตนเองของนักเรียน

3.สิ่งที่มุ่งประเมิน

        –ความสามารถในการอธิบายชี้แจงการแปลความและตีความการประยุกต์ดัดแปลงและ

        นำไปใช้การมีมุมมองที่หลากหลายการให้ความสำคัญใส่ใจในความรู้สึกของผู้อื่นและ

        การรู้จักตนเอง

        –เจตคติทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์เป็นรายบุคคล

        –ทักษะ/กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

        –ทักษะการคิด

        –ทักษะการแก้ปัญหา

        –พฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม

ขั้นที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู้
–แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 43 ข้างขึ้น–ข้างแรม                                                                         2ชั่วโมง

–แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 44 ฤดูกาล                                                                                         2ชั่วโมง

–แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 45 จันทรุปราคาและสุริยุปราคา                                                    2ชั่วโมง

–แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 46 การเดินทางไปอวกาศ                                                               2ชั่วโมง

–แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 47 ประโยชน์ของการสำรวจอวกาศ                                             1ชั่วโมง

 

 

 

หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 หินบนผิวโลกและภายในโลก

หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 หินบนผิวโลกและภายในโลก

 

ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้

หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 หินบนผิวโลกและภายในโลก

 

ขั้นที่ 1 ผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับนักเรียน
ตัวชี้วัดชั้นปี

1.อธิบายจำแนกประเภทของหินโดยใช้ลักษณะของหินสมบัติของหินเป็นเกณฑ์และนำ

ความรู้ไปใช้ประโยชน์ (ว 6.1 ป.6/1)

2.สำรวจและอธิบายการเปลี่ยนแปลงของหิน (ว 6.1 ป.6/2)

3.สืบค้นและอธิบายธรณีพิบัติภัยที่มีผลต่อมนุษย์และสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น (ว 6.1 ป.6/3)

ความเข้าใจที่คงทนของนักเรียน

นักเรียนจะเข้าใจว่า

1.หินเป็นสารแข็งที่รวมตัวกันอยู่เป็นเปลือกโลกอาจประกอบด้วยแร่ชนิดเดียวหรือหลายชนิดหินแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ หินอัคนี หินชั้น หรือหินตะกอน และหินแปร หินทุกประเภทมีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์ การเลือกหินไปใช้ประโยชน์จึงต้องเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งาน

2.การเปลี่ยนแปลงของหินในธรรมชาติเกิดจากการผุพังอยู่กับที่และการกร่อน โดยจำแนกเป็น

2 ลักษณะ คือ การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ

และการเปลี่ยนแปลงทางเคมี

3.การเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟปะทุ และสึนามิ

เป็นธรณีพิบัติภัยที่มีผลต่อมนุษย์และสภาพ-

แวดล้อมในท้องถิ่น

คำถามสำคัญที่ทำให้เกิดความเข้าใจที่คงทน

1.นักวิทยาศาสตร์จำแนกประเภทของหินโดยใช้เกณฑ์ใด

2.มนุษย์ใช้ประโยชน์จากหินแต่ละประเภททำอะไรบ้าง

3.การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดการผุพังและการ

กร่อนของหินมีกี่ลักษณะลักษณะใดมีผลต่อหินรุนแรงมากที่สุด เพราะอะไร

4.การเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟปะทุ และสึนามิ

มีความเกี่ยวข้องกันในลักษณะใด

5.วิธีการป้องกันตนเองจากแผ่นดินไหว ภูเขาไฟปะทุ และสึนามิทำได้อย่างไร

ความรู้ของนักเรียนที่นำไปสู่ความเข้าใจที่คงทน

นักเรียนจะรู้ว่า

1.คำสำคัญ ได้แก่ หินอัคนี หินแปร หินตะกอน

การผุพัง การผุพังทางกายภาพ การผุพังทางเคมี

การกร่อน การกร่อนทางกายภาพ การกร่อนทางเคมีแผ่นดินไหว ภูเขาไฟปะทุสึนามิ

 

ทักษะ/ความสามารถของนักเรียนที่จะนำไปสู่ความเข้าใจที่คงทนนักเรียนจะสามารถ…

1.สำรวจลักษณะของหิน

2.สังเกตและจำแนกประเภทของหิน

3.สืบค้นข้อมูลประโยชน์ของหินและแหล่งหินในประเทศไทย

4.ทดลองการเกิดสนิมในฝอยเหล็ก

 

 

2.หินเป็นสารแข็งที่รวมตัวกันอยู่เป็นเปลือกโลกอาจประกอบด้วยแร่ชนิดเดียวหรือหลายชนิดหินแบ่งเป็น 3 ประเภทคือ

        หินอัคนี เกิดจากหินหลอมละลายที่อยู่

ภายใต้ความร้อนและความกดดันสูง ถูกดันขึ้น

มาตามรอยแยกของเปลือกโลกหรือปล่อง

ภูเขาไฟแล้วเย็นตัวลงและแข็งตัว กลายเป็น

หินอัคนี เช่น หินแกรนิต หินบะซอลต์ หิน

ออบซิเดียนและหินพัมมิซ

        หินชั้นหรือหินตะกอน เป็นหินที่เกิดจาก

การทับถมของตะกอน ตะกอนเหล่านี้เกิดจาก

การสลายผุพังของหินอัคนี หินแปร หรือตัว

หินตะกอนเองที่กระแสน้ำหรือกระแสลมพัด

พามา เช่น หินศิลาแลง หินทราย หินปูน และ

หินดินดาน

        หินแปร เป็นหินที่แปรสภาพจากหินอัคนี

หรือหินตะกอน เนื่องจากความร้อน ความกดดัน และการเคลื่อนที่ของเปลือกโลก เช่น

หินอ่อน หินชนวน และหินไนส์

3.มนุษย์เลือกหินแต่ละประเภทไปใช้ประโยชน์โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น หินที่มีสีสวยนิยมนำไปใช้เป็นเครื่องประดับ หินที่มีความแข็งแรงทนทานนำไปใช้ในการก่อสร้างต่าง ๆ รวมทั้งทำเป็นเครื่องใช้

4.การเปลี่ยนแปลงของหินในธรรมชาติเกิดจากการผุพังอยู่กับที่และการกร่อน

        การผุพังอยู่กับที่ที่เกิดจากกาเปลี่ยนแปลง

ทางกายภาพ เช่น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิการขยายตัวของน้ำแข็ง ลมฟ้าอากาศ และน้ำฝนรวมทั้งการกระทำของต้นไม้กับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ส่วนการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเป็นการสลายตัวของหินที่เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมี เช่น การถูกฝนกรดและการเกิดสนิมในเนื้อหินที่มีแร่ของธาตุเหล็กปนอยู่

5.สังเกตการกร่อน

6.สำรวจการเคลื่อนที่ของหินหนืด

7.สืบค้นข้อมูลการเกิดแผ่นดินไหว

8.สืบค้นข้อมูลประเภทและแหล่งกำเนิดภูเขาไฟ

9.สืบค้นข้อมูลการเกิดสึนามิ

 

การกร่อนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ตัวการที่ทำให้เกิดการกร่อน เช่น

น้ำน้ำแข็ง และลมที่พัดพากองเศษหินไป

ขณะที่พัดพาไปนั้น เศษหินจะบดหรือเสียดสี

กับหินก้อนอื่น ๆ ทำให้หินผุกร่อนและมี

ขนาดเล็กลงส่วนการกร่อนที่เกิดจากการเปลี่ยน-แปลงทางเคมี เป็นการกร่อนที่เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของหิน สาเหตุเกิดจากความชื้นหรือน้ำทำปฏิกิริยากัองค์ประกอบที่เป็นโครงสร้างของหิน เช่น ทำให้เหล็กเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเป็นวัตถุทีมี่ความอ่อนกว่า

เช่น เหล็กออกไซด์หรือสนิม และเมื่อคาร์บอน-ไดออกไซด์ทำปฏิกิริยากับน้ำเกิดเป็นกรดคาร์บอนิก เมื่อกรดคาร์บอนิกละลายปะปนกับน้ำฝนที่ตกกระทบก้อนหิน เช่น หินปูน จะทำให้หินปูนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีทำให้เนื้อหินแตกและหลุดได้

5.แผ่นดินไหว เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากการเคลื่อนตัวอย่างกะทันหันของ

เปลือกโลกและเกิดขึ้นบริเวณใกล้กับแนวขอบ

แผ่นผิวโลก ส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณรอยแยกที่

อยู่ใกล้กับแนวขอบแผ่นผิวโลก นักวิทยา-

ศาสตร์สร้างเครื่องมือวัดความไหวสะเทือน

ของแผ่นดิน และกำหนดมาตราริกเตอร์

เป็นมาตรวัดเทียบความรุนแรงของการเกิด

แผ่นดินไหว

6.ภูเขาไฟปะทุ เกิดจากหินหนืดที่อยู่ภายในโลกถูกแรงทมี่พีลงัมหาศาลดนัออกมาตามรอยแยกของเปลือกโลกแล้วแตกออกอย่างรุนแรง เป็นลาวาพุ่งและไหลไปรอบบริเวณภูเขาไฟ

7.สึนามิ เป็นคลื่นน้ำที่เกิดขึ้นหลังจากการเกิด

แผ่นดินไหวในมหาสมุทร ซึ่งโดยส่วนใหญ่

สึนามิเกิดจากแผ่นดินไหวใต้น้ำที่มีขนาดตั้งแต่

7.0 ริกเตอร์ขึ้นไป

 

 

ขั้นที่ 2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรู้ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงว่านักเรียนมีผลการเรียนรู้

ตามที่กำหนดไว้อย่างแท้จริง

1.ภาระงานที่นักเรียนต้องปฏิบัติ

        –สำรวจลักษณะของหิน

        –สังเกตและจำแนกประเภทของหิน

        –รายงานการศึกษาประโยชน์ของหินและแหล่งหินในประเทศไทย

        –ทดลองการเกิดสนิมในฝอยเหล็ก

        –สังเกตการกร่อน

        –สำรวจการเคลื่อนที่ของหินหนืด

        –รายงานการศึกษาการเกิดแผ่นดินไหว

        –รายงานการศึกษาประเภทและแหล่งกำเนิดภูเขาไฟ

        –รายงานการศึกษาการเกิดสึนามิ

2.วิธีการและเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้
วิธีการประเมินผลการเรียนรู้ เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้
        –การทดสอบ

        –การสนทนาซักถาม

        –การวัดเจตคติ

        –การวัดทักษะ

        –การประเมินตนเอง

 

        –แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน

        –แบบบันทึกการสนทนา

        –แบบวัดเจตคติทางวิทยาศาสตร์และเจตคติ

        ต่อวิทยาศาสตร์

        –แบบวัดทักษะ/กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

        –แบบประเมินตนเองของนักเรียน

3.สิ่งที่มุ่งประเมิน

        –ความสามารถในการอธิบาย ชี้แจง การแปลความและตีความ การประยุกต์ ดัดแปลง และนำไปใช้

        การมีมุมมองที่หลากหลาย การให้ความสำคัญใส่ใจในความรู้สึกของผู้อื่น และการรู้จักตนเอง

        –เจตคติทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์เป็นรายบุคคล

        –ทักษะ/กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

        –ทักษะกระบวนการคิด

        –ทักษะการแก้ปัญหา

        –พฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม

 

 

 

 

ขั้นที่3แผนการจัดการเรียนรู้
        –แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 35 ความหมายและประเภทของหิน                                   2ชั่วโมง

        –แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 36 ประโยชน์ของหิน2ชั่วโมง

        –แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 37 แหล่งหินชนิดต่างๆในประเทศไทย                            2ชั่วโมง

        –แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 38 การผุพังอยู่กับที่                                                             2ชั่วโมง

        –แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 39 การกร่อน                                                                        2ชั่วโมง

        –แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 40 แผ่นดินไหว                                                                    2ชั่วโมง

        –แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 41 ภูเขาไฟปะทุ                                                                    2ชั่วโมง

        –แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 42 สึนามิ                                                                               1ชั่วโมง

 

 


หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ไฟฟ้า

 

 

หน่วยการเรียนรู้ที่  4  ไฟฟ้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความรู้

1. วงจรไฟฟ้าอย่างง่าย

2. การต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรมและ

แบบขนาน

3. การต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรมและแบบ

ขนาน

4. ตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า

5. แม่เหล็กไฟฟ้าและการใช้แม่เหล็กไฟฟ้า

 

ทักษะ/กระบวนการ

1. การสืบค้นข้อมูล

2. การสังเกต

3. การอธิบาย

4. การทดลอง

5. การนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน

 

ภาระงาน/ชิ้นงาน

1. รายงานเรื่องวงจรไฟฟ้าอย่างง่ายวงจรปิด

และวงจรเปิด

2. การเปรียบเทียบการต่อหลอดไฟฟ้าแบบ

อนุกรมและแบบขนาน

3. การเปรียบเทียบการต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบ

อนุกรมและแบบขนาน

4. รายงานเรื่องวงจรไฟฟ้าในบ้าน

5.รายงานเรื่องตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า

6. การทดสอบการนำไฟฟ้า

7.การประดิษฐ์แม่เหล็กไฟฟ้า

8. การทดลองแรงแม่เหล็กไฟฟ้ากับจำนวน

รอบของขดลวด

9. รายงานเรื่องการใช้แม่เหล็กไฟฟ้า

 

คุณลักษณะที่พึงประสงค์

1. ใฝ่เรียนรู้

2. มุ่งมั่นในการทำงาน

3. มีเจตคติต่อวิทยาศาสตร์

4. มีเจตคติทางวิทยาศาสตร์

5. เห็นคุณค่าของการนำความรู้

ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน

 

ไฟ้ฟ้า

 

ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้

หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ไฟฟ้า

 

 

ขั้นที่ 1 ผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับนักเรียน
ตัวชี้วัดชั้นปี

1. ทดลองและอธิบายการต่อวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย (ว 5.1 ป. 6/1)

2. ทดลองและอธิบายตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า (ว 5.1 ป. 6/2)

3. ทดลองและอธิบายการต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรมและนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ (ว 5.1 ป. 6/3)

4. ทดลองและอธิบายการต่อหลอดไฟฟ้าทั้งแบบอนุกรม แบบขนาน และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

(ว 5.1 ป. 6/4)

5. ทดลองและอธิบายการเกิดสนามแม่เหล็กรอบสายไฟฟ้าที่มีกระแสไฟฟ้าผ่าน และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ (ว 5.1 ป. 6/5)

ความเข้าใจที่คงทนของนักเรียน

นักเรียนจะเข้าใจว่า

1. วงจรไฟฟ้าอย่างง่ายเป็นเส้นทางที่กระแสไฟฟ้า

ผ่านได้ครบรอบ ประกอบด้วยแหล่งกำเนิดไฟฟ้า

สายไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้า

2.วงจรไฟฟ้ามี2ลักษณะคือวงจรไฟฟ้าปิด

เป็นวงจรที่กระแสไฟฟ้าผ่านได้ครบรอบและ

วงจรไฟฟ้าเปิดเป็นวงจรที่กระแสไฟฟ้าผ่านไม่ได้

3.การต่อเซลล์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ในวงจรไฟฟ้า

ทำได้ 2 แบบ คือ แบบอนุกรมและแบบขนาน

4. ตัวนำไฟฟ้าเป็นวัสดุที่กระแสไฟฟ้าผ่านได้ ส่วน

ฉนวนไฟฟ้าเป็นวัสดุที่กระแสไฟฟ้าผ่านไม่ได้

5. สนามแม่เหล็กที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ลวดตัวนำหรือ

สายไฟฟ้าเกิดจากกระแสไฟฟ้าที่ผ่านลวดตัวนำ

หรือสายไฟฟ้านั้น แม่เหล็กไฟฟ้าเกิดจากกระแส-

ไฟฟ้าที่ผ่านขดลวดตัวนำหรือสายไฟฟ้า แรง

แม่เหล็กที่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณกระแสไฟฟ้าและ

จำนวนรอบของขดลวดที่พันรอบแกนเหล็กและ

สามารถนำแม่เหล็กไฟฟ้าไปใช้ประโยชน์ได้

คำ ถาม สำคัญ ที่ ทำให้เกิด ความ เข้าใจ ที่ คงทน

1. หลักการของวงจรไฟฟ้าอย่างง่ายคืออะไร เราใช้ประโยชน์จากแผนภาพวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย

ทำอะไร

2. การต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรมแตกต่างจากการต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบขนานในเรื่องใด

3. การต่อหลอดไฟฟ้าและอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านนิยมต่อแบบใด เพราะเหตุใด

4. ตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้าคืออะไร มีความสำคัญต่อวงจรไฟฟ้าในเรื่องใด

5. แม่เหล็กไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กมีความเกี่ยวข้องกับกระแสไฟฟ้าในลักษณะใด

6. เรานำความรู้เรื่องแม่เหล็กไฟฟ้าและสนาม

แม่เหล็กมาใช้ประโยชน์ในเรื่องใดบ้าง

 

ความรู้ของนักเรียนที่นำไปสู่ความเข้าใจที่คงทนนักเรียนจะรู้ว่า. . .

1 . คำ สำคัญ ได้ แก่ วงจรปิด วงจรเปิด สนาม

แม่เหล็ก แม่เหล็กไฟฟ้า

2 . วงจรไฟฟ้ามี 2 ลักษณะ คือ วงจรไฟฟ้าปิดเป็น

วงจรไฟฟ้าที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านอุปกรณ์

ที่ต่อครบวงจร กล่าวคือ เมื่อเปิดสวิตช์กระแส

ไฟฟ้าจะออกจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าทางขั้วบวก

ผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้าในวงจรไปยังขั้วลบของ

แหล่งกำเนิดไฟฟ้า ส่วนวงจรไฟฟ้าเปิดเป็น

วงจรไฟฟ้าที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าออกจากขั้วบวก

ของแหล่งกำเนิดไฟฟ้าผ่านอุปกรณ์ไปยังขั้วลบ

ซึ่งอาจจะเกิดจากการนำอุปกรณ์ไฟฟ้าบางส่วนออกไป ทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลผ่านวงจรได้

3 . การต่อวงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม หลอดไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าจะจัดต่อเรียงกันและกระแสไฟฟ้าจะผ่านหลอดไฟฟ้าหรืออุปกรณ์เป็น

ปริมาณเดียวกัน ถ้าเป็นการต่อเซลล์ไฟฟ้าจะ

ทำให้มีกระแสไฟฟ้าผ่านวงจรมากขึ้น สังเกต

จากหลอดไฟฟ้าสว่างขึ้นแต่ถ้าหลอดไฟฟ้า

ดวงใดดวงหนึ่งขาดจะทำให้วงจรเปิด ไม่มี

กระแสไฟฟ้าผ่านวงจรส่วนการต่อวงจรไฟฟ้า

แบบขนานหลอดไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าจะ

ต่อกันที่จุดร่วมกระแสไฟฟ้าจะไหลแยกผ่าน

หลอดไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ถ้าหลอดไฟฟ้าหรือ

อุปกรณ์ส่วนใดส่วนหนึ่งชำรุดส่วนที่เหลือจะ

ยังคงทำงานได้ตามปกติการต่อแบบนี้จะ

ช่วยทำให้ระยะการใช้งานของเซลล์ไฟฟ้าหรือ

อุปกรณ์ยาวนานขึ้น

ทักษะ/ความ สามารถ ของ นักเรียน ที่ จะนำไปสู่

ความ เข้าใจ ที่ คงทน นักเรียน จะ สามารถ

1. สืบค้นข้อมูลวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย วงจรปิด

และวงจรเปิด

2. สังเกตการเปรียบเทียบการต่อหลอดไฟฟ้า

แบบอนุกรมและแบบขนาน

3. สังเกตการเปรียบเทียบการต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบ

อนุกรมและแบบขนาน

4. สืบค้นข้อมูลวงจรไฟฟ้าในบ้าน

5. สืบค้นข้อมูลตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า

6. สังเกตทดสอบการนำไฟฟ้า

7. สังเกตการประดิษฐ์แม่เหล็กไฟฟ้า

8. ทดลองแรงแม่เหล็กไฟฟ้ากับจำนวนรอบของ

ขดลวด

9. สืบค้นข้อมูลการใช้แม่เหล็กไฟฟ้า

 

 

 

 

 

 

4 . ตัวนำไฟฟ้าเป็นวัสดุที่กระแสไฟฟ้าผ่านได้ เช่นทองแดง เหล็ก สังกะสี และอะลูมิเนียม ส่วน

ฉนวนไฟฟ้าเป็นวัสดุที่กระแสไฟฟ้าผ่านไม่ได้เช่น ยาง พลาสติก ไม้ และ กระเบื้อง

5 . เมื่อมีกระแสไฟฟ้าผ่านลวดตัวนำหรือสายไฟฟ้าจะเกิดสนามแม่เหล็กขึ้นรอบ ๆ ลวดตัวนำหรือสายไฟฟ้านั้น ถ้าทำให้ลวดตัวนำหรือสายไฟฟ้าเป็นขดแล้วนำแท่งเหล็กวางไว้ในขดลวด เมื่อกระแสไฟฟ้าผ่านขดลวดจะทำให้แท่งเหล็กกลายเป็นแม่เหล็กที่เรียกว่า แม่เหล็กไฟฟ้า และแรงแม่เหล็กที่ได้จะขึ้นอยู่กับปริมาณกระแสไฟฟ้าและจำนวนรอบของขดลวดที่พันรอบแกนเหล็ก สิ่งประดิษฐ์ที่ใช้หลักการของแม่เหล็กไฟฟ้าเช่น กระดิ่งไฟฟ้าหรือออดไฟฟ้าปั้นจั่นยกของ

 

 
ขั้นที่ 2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรู้ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงว่านักเรียนมีผลการเรียนรู้ตามที่กำหนดไว้อย่างแท้จริง
1. ภาระงานที่นักเรียนต้องปฏิบัติ

– รายงานเรื่องวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย วงจรปิด และวงจรเปิด

– การเปรียบเทียบการต่อวงจรไฟฟ้าแบบอนุกรมและแบบขนาน

– การต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรมและแบบขนาน

– รายงานเรื่องวงจรไฟฟ้าในบ้าน

– รายงานเรื่องตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า

– การทดสอบการนำไฟฟ้า

–การประดิษฐ์แม่เหล็กไฟฟ้า

– การทดลองแรงแม่เหล็กไฟฟ้ากับจำนวนรอบของขดลวด

– รายงานเรื่องการใช้ประโยชน์จากแม่เหล็กไฟฟ้า

2. วิธีการและเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้
วิธีการประเมินผลการเรียนรู้ เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้
– การทดสอบ

–การสนทนาซักถาม

–การวัดเจตคติ

 

– แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน

– แบบบันทึกการสนทนา

– แบบวัดเจตคติทางวิทยาศาสตร์และเจตคติ

ต่อวิทยาศาสตร์

– การวัดทักษะ

– การประเมินตนเอง

– แบบวัดทักษะ/กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

– แบบประเมินตนเองของนักเรียน

3. สิ่งที่มุ่งประเมิน

– ความสามารถในการอธิบาย ชี้แจง การแปลความและตีความ การประยุกต์ ดัดแปลง และนำ

ไป ใช้ การมีมุมมองที่หลากหลาย การให้ความสำคัญใส่ใจในความรู้สึกของผู้อื่น และการรู้จัก

ตนเอง

– เจตคติทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์เป็นรายบุคคล

– ทักษะ/กระบวนการทางวิทยาศาสต ร์

– ทักษะการคิด

– ทักษะการแก้ปัญหา

– พฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม

ขั้นที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู้
– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 28 วงจรไฟฟ้าอย่างง่าย                                                                      2 ชั่วโมง

– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 29 การต่อหลอดไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้า                                               2 ชั่วโมง

– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 30 การต่อเซลล์ไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้า                                                2 ชั่วโมง

– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 31 วงจรไฟฟ้าในบ้าน                                                                        2 ชั่วโมง

– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 32 ตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า                                                       2 ชั่วโมง

– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 33 แม่เหล็กไฟฟ้า                                                                                2 ชั่วโมง

– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 34 การใช้แม่เหล็กไฟฟ้า                                                                    2 ชั่วโมง

 

 

 

 

 

หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สารในชีวิตประจำวัน

หน่วยการเรียนรู้ที่  3  สารในชีวิตประจำวัน เวลา

 

 

คุณลักษณะ ที่ พึง ประสงค์

1. ใฝ่เรียนรู้

2. มุ่งมั่นในการทำงาน

3. มี เจตคติ ต่อ วิทยาศาสตร์

4. มี เจตคติ ทาง วิทยาศาสตร์

5. เห็น คุณค่า ของ การนำ ความรู้

ไป ใช้ป ระ โยชน์ ใน ชีวิต ประจำวัน

ภาระ งาน/ชิ้น งาน

1. สังเกต สมบัติ ด้าน รูปร่าง และ ปริมาตร ของ

ของแข็ง โดย การ แทนที่ น้ำ

2. ทดลอง การ เปลี่ยนแปลง รูปร่าง และ

ปริมาตร ของ น้ำ เมื่อ ใส่ใน ภาชนะ รูปร่าง

ต่าง ๆ

3. สังเกต สมบัติ ด้าน รูปร่าง ปริมาตร และ การ

ฟุ้งกระจาย ของ แก๊ส ใน ภาชนะ

4. ทดลอง แยก สาร เนื้อ ผสม ออก จากกัน ด้วย

วิธีการ กรอง

5. ทดลอง แยก สาร เนื้อ เดียว ที่ เป็น สารละลาย

ด้วย วิธีการ ระเหย แห้ง

6. สังเกต วิธีการ แยก ของผสม ที่ ส่วนผสม

หนึ่ง มี สมบัติ ระเหิด ได้

7. ศึกษา การ ใช้ ประโยชน์ และ สมบัติ ด้าน

กรด–เบส ของ สาร ที่ ใช้ชีวิต ประจำวัน

8. ทดลอง การ ละลาย ของ สาร ต่าง ชนิด กัน ใน

ตัวทำละลาย เดียวกัน

ความรู้

1. สมบัติ ของ ของแข็ง ของเหลว และ แก๊ส

2. การ จำแนก ประเภท ของ สาร

3. การ แยก สาร โดย การ ร่อน การ กรอง

การ กลนั่ การ ตกตะกอน การ ระเหย แหง้

การ ตกผลึก การ ระเหิด และ การ สกัด สาร

4. สาร ใน ชีวิต ประจำวัน

5. การ เปลี่ยนแปลง ทางกายภาพ และ ทาง เคมีของ สาร

6. การ เปลี่ยนแปลง ของ สาร ที่ มีผลต่อ สิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม

ทักษะ/กระบวนการ

1. การสังเกต

2. การสำรวจ

3. การทดลอง

4. การนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน

ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้

หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สารในชีวิตประจำวัน

 

 

 

                                                                                                                    

ความ เข้าใจ ที่ คงทน ของ นักเรียน

นักเรียน จะ เข้าใจ ว่า

1. สารมี 3 สถานะ คือ ของแข็ง ของเหลว และแก๊สสารแต่ละสถานะมีสมบัติเฉพาะตัวแตกต่างกัน

2. การจำแนกประเภทของสารสามารถทำได้โดยใช้เกณฑ์ต่าง ๆ เช่น สถานะ เนื้อสาร การนำความร้อนและการนำไฟฟ้า

3. วธิ ีแยกสารแต่ละชนิดขึ้นอยู่กบั สมบตั ขิ องสารที่เป็นส่วนผสม

4. สารที่ใช้ในชีวิตประจำวันมีทั้งสารที่อยู่ในเครื่องอุปโภคและบริโภคซึ่งมีสมบัติแตกต่างกัน จึงต้องเลือกใช้ให้ตรงวัตถุประสงค์อย่างถูกต้องเพื่อความปลอดภัย

5. การเปลี่ยนแปลงของสารมี 2 ประเภท คือการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ และการเปลี่ยนแปลงทางเคมี

6. เมื่อสารเกิดการเปลี่ยนแปลงจะเกิดผลกระทบ

ทั้งต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม

ขั้นที่ 1 ผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับนักเรียน

ตัวชี้วัดชั้นปี

1. ทดลองและอธิบายสมบัติของของแข็ง ของเหลว และแก๊ส (ว 3.1 ป. 6/1)

2. จำแนกสารเป็นกลุ่มโดยใช้สถานะหรือเกณฑ์อื่นที่กำหนดเอง (ว 3.1 ป. 6/2)

3. ทดลองและอธิบายวิธีการแยกสารบางชนิดที่ผสมกันโดยการร่อน การตกตะกอน การกรอง

การระเหิด การระเหยแห้ง (ว 3.1 ป. 6/3)

4. สำรวจและจำแนกประเภทของสารต่าง ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยใช้สมบัติและการใช้

ประโยชน์ของสารเป็นเกณฑ์ (ว 3.1 ป. 6/4)

5. อภิปรายการเลือกใช้สารแต่ละประเภทได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย (ว 3.1 ป. 6/5)

6. ทดลองและอธิบายสมบัติของสาร เมื่อสารเกิดการละลายและเปลี่ยนสถานะ (ว 3.2 ป. 6/1)

7. วิเคราะห์และอธิบายการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดสารใหม่ และมีสมบัติเปลี่ยนแปลงไป

( ว3.2 ป. 6/2)

8. อภิปรายการเปลี่ยนแปลงของสารที่ก่อให้เกิดผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม (ว 3.2 ป. 6/3)

คำ ถาม สำคัญ ที่ ทำให้เกิด ความ เข้าใจ ที่ คงทน

1. สารในสถานะต่าง ๆ มีสมบัติแตกต่างกัน

ในเรื่องใด

2. การจำแนกประเภทของสารสามารถทำได้โดยใช้เกณฑ์ใด

3. การแยกสารเนื้อผสมและสารเนื้อเดียวที่เป็น

สารละลายทำได้โดยใช้วิธีการใด

4. สารในชีวิตประจำวันจำแนกได้กี่ประเภท และมีวิธีการใช้ให้ปลอดภัยอย่างไร

5. การเปลี่ยนแปลงของสารเคมีคืออะไร เมื่อสารเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วจะส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมหรือไม่

6. ถ้าใช้สารอย่างไม่ระมัดระวังจะเกิผลกระทบในเรื่องใด

7. การเรียนรู้เกี่ยวกับลักษณะและสมบัติของสารมีประโยชน์ในเรื่องใด

ความรู้ของนักเรียนที่นำไปสู่ความเข้าใจที่ คงทนนักเรียนจะ รู้ว่า1. คำสำคัญ ได้แก่ อนุภาค สารเนื้อเดียวสารเนื้อผสม โลหะ อโลหะ สารละลายตัวทำละลาย ตัวละลาย สารละลายอิ่มตัว2. สมบัติของของแข็งคือมีปริมาตรคงที่และมีรูปร่างที่แน่นอน สมบัติของของเหลวคือมีปริมาตรคงที่ แต่รูปร่างจะเปลี่ยนไปตามภาชนะที่บรรจุ ส่วนสมบัติของแก๊สคือมีปริมาตรและรูปร่างไม่คงที่ สามารถฟุ้งกระจายได้

3. วิธีการแยกสารเนื้อผสม เช่น การร่อน การกรอง

การตกตะกอน ส่วนวิธีการแยกสารเนื้อเดียวที่

เป็นสารละลาย เช่น การระเหยแห้ง การกลั่น

4. สารที่ใช้ในชีวิตประจำวันจะมีสารเคมีเป็นองค์

ประกอบ ซึ่งมีสมบัติความเป็นกรด–เบส

แตกต่างกัน สามารถจำแนกตามการนำไปใช้

ประโยชน์ได้เป็นสารปรุงแต่งอาหาร สารทำ

ความสะอาด และสารกำจัดแมลง

5. สารที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพจะ

สามารถเปลี่ยนย้อนกลับมามีสมบัติเหมือนเดิม

ได้ แต่สารที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีจะเกิด

เป็นสารใหม่ที่มีสมบัติเปลี่ยนแปลงไปและไม่

สามารถกลับมามีสมบัติเหมือนเดิมได้

6. การเปลี่ยนแปลงของสารบางชนิดจะเกิดผลเสีย

ต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เช่น การเผาไม้

เชื้อเพลิงทำให้เกิดควันพิษ และการทิ้งขยะลง

แหล่งน้ำทำให้น้ำเน่าเสีย เป็นต้น

แยกสารที่ผสมกันอยู่ด้วยวิธีการระเหิด

ทักษะ/ความ สามารถ ของนักเรียนที่จะนำไปสู่ความเข้าใจที่คงทนนักเรียนจะ สามารถ1. ทดลองและอธิบายสมบัติที่แตกต่างกันของ

ของแข็ง ของเหลว และแก๊ส

2. ทดลองและอธิบายการแยกสารเนื้อผสมโดยวิธี

การกรอง และการแยกสารเนื้อเดียวที่เป็นสาร

ละลายโดยวิธีการระเหยแห้ง

3. อธิบายปรากฏการณ์ระเหิดของสาร และทดลอง

4. สำรวจการใช้ประโยชน์และสมบัติด้านกรด–

เบสของสารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

5. ทดลองและอธิบายสมบัติด้านการละลายและ

การเปลี่ยนสถานะของสารที่แตกต่างกัน

 

ขั้นที่ 2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรู้ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงว่านักเรียนมีผลการเรียนรู้ตามที่กำหนดไว้อย่างแท้จริง
1. ภาระ งาน ที่ นักเรียน ต้อง ปฏิบัติ– สังเกตสมบัติด้านรูปร่างและปริมาตรของของแข็งโดยการแทนที่น้ำ– ทดลองการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและปริมาตรของน้ำเมื่อใส่ในภาชนะรูปทรงต่าง ๆ

– สังเกตสมบัติด้านรูปร่าง ปริมาตร และการฟุ้งกระจายของแก๊สในภาชนะ

116 คู่มือ ครู แผนการ จัดการ เรียน รู้ วิทยาศาสตร์ ป. 6

– ทดลองแยกสารเนื้อผสมออกจากกันด้วยวิธีการกรอง– ทดลองแยกสารเนื้อเดียวที่เป็นสารละลายด้วยวิธีการระเหยแห้ง– ศึกษาการแยกสารเนื้อผสมที่ส่วนผสมหนึ่งมีสมบัติระเหิดได้

– ศึกษาการใช้ประโยชน์และสมบัติด้านกรด–เบสของสารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

– ทดลองการละลายของสารต่างชนิดกันในตัวทำละลายเดียวกัน

2. วิธีการและเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้
วิธีการประเมินผลการเรียนรู้– การ ทดสอบ– การสนทนาซักถาม

– การวัดเจตคติ

– การวัดทักษะ

– การประเมินตนเอง

เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้– แบบทดสอบ ก่อนเรียน และ หลัง เรียน– แบบ บันทึก การ สนทนา

– แบบ วัด เจตคติ ทาง วิทยาศาสตร์ และ เจตคติ

ต่อ วิทยาศาสตร์

– แบบ วัด ทักษะ/ กระบวนการ ทาง วิทยาศาสตร์

– แบบ ประเมิน ตน เอง ของ นักเรียน

3. สิ่งที่มุ่งประเมิน– ความสามารถในการอธิบาย ชี้แจง การแปลความและตีความ การประยุกต์ ดัดแปลง และนำไปใช้การมีมุมมองที่หลากหลาย การให้ความสำคัญใส่ในใจความรู้สึกของผู้อื่น และการรู้จักตนเอง

– เจตคติทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์เป็นรายบุคคล

– ทักษะ/กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

– ทักษะการคิด

– ทักษะการแก้ปัญหา

– พฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม

ขั้นที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู้– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 19 สมบัติของของแข็งและของเหลว                                           2 ชั่วโมง– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 20 สมบัติของแก๊ส                                                                          1 ชั่วโมง

– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 21 การจำแนกประเภทของสาร                                                    1 ชั่วโมง

– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 22 การแยกสารโดยการร่อน การกรอง                                       2 ชั่วโมง

– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 23 การแยกสารโดยการกลั่น การตกตะกอน

การระเหยแห้ง                                                                                                                              2 ชั่วโมง

– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 24 การแยกสารโดยการตกผลึก การระเหิด การสกัดสาร        2 ชั่วโมง

– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 25 สารในชีวิตประจำวัน                                                               2 ชั่วโมง

– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 26 การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและทางเคมีของสาร              2 ชั่วโมง

– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 27 การเปลี่ยนแปลงของสารที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต

และสิ่งแวดล้อม                                                                                                                            1 ชั่วโมง

หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม

หน่วยการเรียนรู้ที่ 2  สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม

(เวลา 12 ชั่วโมง)

 

 

 

 

 

ความรู้

1. สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ

2. ความสมัพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม

3. ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่อาศัย

อยู่ร่วมกัน

4. ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อม

กับสิ่งมีชีวิต

5.การปรับตัวของสิ่งมีชีวิตให้เข้ากับสภาพ

แวดล้อม

6. ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น

7. ประชากรมนุษย์กับทรัพยากรธรรมชาติ

8. มลพิษทางน้ำ

9. มลพิษทางอากาศ

10. มลพิษจากขยะมูลฝอย

ทักษะ/กระบวนการ

1. การสำรวจ

2. การสังเกต

3. การทดลอง

4. การสืบค้นข้อมูล

5. การนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน

ภาระ งาน/ชิ้น งาน

1. สำรวจกลุ่มสิ่งมีชีวิต

2. สำรวจแหล่งที่มาของอาหาร

3. สังเกตสภาพแวดล้อมแหล่งที่อยู่อาศัย

ของไส้เดือนดิน

4. สังเกตการปรับตัวของส่งิ มีชีวิตในบริเวณ

โรงเรียน

5. สืบค้นข้อมูลป่าไม้ในท้องถิ่น

6. สำรวจสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น

คุณลักษณะที่พึงประสงค์

1. ใฝ่เรียนรู้

2. มุ่งมั่นในการทำงาน

3. มี เจตคติ ต่อ วิทยาศาสตร์

4. มี เจตคติ ทาง วิทยาศาสตร์

5. เห็น คุณค่า ของ การนำ ความรู้

ไป ใช้ป ระ โยชน์ ใน ชีวิต ประจำวัน

สิ่งมีชีวิตกับ

สิ่งแวดล้อม

 

ขั้นที่ 1 ผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับนักเรียน
ตัวชี้วัดชั้นปี

             1. สำรวจและอภิปรายความสัมพันธ์ของกลุ่มสิ่งมีชีวิตในแหล่งที่อยู่ต่าง ๆ (ว. 2.1 ป. 6/1)

             2. อธิบายความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในรูปของโซ่อาหารและสายใยอาหาร (ว. 2.1 ป. 6/2)

             3. สืบค้นข้อมูลและอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตกับสภาพแวดล้อม

             ในท้องถิ่น (ว. 2.1 ป. 6/3)

             4. สืบค้นข้อมูลและอภิปรายแหล่งทรัพยากรธรรมชาติในแต่ละท้องถิ่นที่เป็นประโยชน์ต่อการ

             ดำรงชีวิต (ว. 2.2 ป. 6/1)

             5. วิเคราะห์ผลของการเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษย์ต่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ

             ( . ว2.2 ป. 6/2)

             6. อภิปรายผลต่อสิ่งมีชีวิตจากการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม ทั้งโดยธรรมชาติและโดยมนุษย์

             ( . ว2.2 ป. 6/3)

             7. อภิปรายแนวทางในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ว. 2.2 ป. 6/4)

             8. มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น (ว. 2.2 ป. 6/5)

ความเข้าใจที่คงทนของนักเรียน

นักเรียนจะเข้าใจว่า

        1. สิ่งมีชีวิตหลาย ๆ ชนิดทั้งพืชและสัตว์ที่        อาศัยอยู่ร่วมกันในแหล่งที่อยู่หนึ่ง ๆ เรียกว่า         กลุ่มสิ่งมีชีวิต ซึ่งกลุ่มสิ่งมีชีวิตในแหล่งที่อยู่        หนึ่งจะมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เช่น         เป็นที่อยู่อาศัย เป็นแหล่งอาหาร เป็นต้น เมื่อ        กลุ่มสิ่งมีชีวิตเหล่านี้อยู่ร่วมกับสิ่งไม่มีชีวิต        และมีความสัมพันธ์กันทั้งทางตรงและ        ทางอ้อมในพืน้ ที่หรือบริเวณใดบริเวณหนึ่ง        เรียกว่าระบบนิเวศ

        2. ในระบบนิเวศ กลุ่มสิ่งมีชีวิตในแต่ละแหล่ง

        ที่อยู่มีความสัมพันธ์กันในเรื่องของการกินต่อ

        กันเป็นทอด ๆ พืชสร้างอาหารได้เองจึงเป็น        ผู้ผลิตสัตว์ไม่สามารถสร้างอาหารได้เอง        เหมือนพืชสัตว์จึงเป็นผู้บริโภค และยังมี        สิ่งมีชีวิตจำพวกแบคทีเรีย เห็ด รา ทำหน้าที่        ย่อยสลายซากพืช

คำถามสำคัญที่ทำให้เกิดความเข้าใจที่คงทน

 

1. กลุ่มสิ่งมีชีวิตและแหล่งที่อยู่หมายถึงอะไร

      มีความสัมพันธ์กันในลักษณะใด

2. ระบบนิเวศคืออะไรมีกี่แบบอะไรบ้าง

3. โซ่อาหารและสายใยอาหารคืออะไรมีความ

      สัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตอื่นในระบบนิเวศใน      ลักษณะใด

4.  ในธรรมชาติสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันมีความ

      สัมพันธ์กันในรูปแบบใดบ้าง

5.  ถ้าสภาพแวดล้อมทสี่งิ่มชีวิตอาศัยอยู่      เปลี่ยนแปลงไปจะส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตใน      เรื่องใด

6.  การปรับตัวให้เข้ากับแหล่งที่อยู่ของสิ่งมีชีวิต

      มีความจำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตเพียงใด

7. ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติอะไรบ้าง

8. มนุษย์ได้รับประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ

      แต่ละประเภทในลักษณะใด

 

    ซากสัตว์ จึงเป็นผู้ย่อยสลายซากพืชซากสัตว์

    ในระบบนิเวศ เมื่อนำความสัมพันธ์เหล่านี้มา

    เขียนแผนภาพแสดงการกินต่อกันเป็นทอด ๆ

    ได้ในรูปของโซ่อาหาร ซึ่งความสัมพันธ์ของ

    โซ่อาหารที่ซับซ้อนหลาย ๆ อัน เรียกว่า สายใย

    อาหาร

3. สิ่งมีชีวิตที่อาศัยร่วมกันจะมีความสัมพันธ์กัน

    ในรปู แบบต่าง ๆ ได้แก่ แบบพึ่งพากัน

    แบบอิงอาศัย แบบได้ประโยชน์ร่วมกัน และ

    แบบปรสิต

4. สิ่งมีชีวิตมีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม

    ได้แก่ แสงสว่าง อุณหภูมิ น้ำ ออกซิเจน

    ดินและแร่ธาตุ จะเห็นว่าสิ่งมีชีวิตยังต้องอาศัย

    สิ่งแวดล้อมเพื่อการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน

5. สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในแหล่งที่อยู่ที่แตกต่างกัน

    จะมีโครงสร้างของร่างกายที่เหมาะสมต่อการ

    ดำรงชีวิตสำหรับแหล่งที่อยู่นั้น ๆ

6. มนุษย์ต้องพึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติใน

    การดำรงชีวิต ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติในแต่ละ

    ท้องถิ่นจะมีความหลากหลายแตกต่างกันไป

7. การเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษย์ทำให้ทรัพยากร

    ธรรมชาติถูกนำมาใช้มากขึ้น

8. มลพิษทางน้ำเป็นสภาวะของน้ำที่เสื่อมคุณภาพ

    หรือมีคุณสมบัติเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เนื่อง

    จากมีสารพิษเจือปนจนทำให้เกิดความเสียหาย

    ต่อการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ เป็นอันตรายต่อ

    สิ่งมีชีวิตและสภาพแวดล้อม

9. มลพิษทางอากาศเป็นสภาวะที่มีสิ่งเป็นพิษ เช่น

    ฝุ่น ควัน แก๊สพิษ เจือปนอยู่ในอากาศมาก

    จนเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม

    ทั้งทางตรงและทางอ้อม

10. มลพิษจากขยะมูลฝอยเป็นสภาวะที่ไม่เหมาะ-

    สมเนื่องมาจากขยะมูลฝอย เช่น การทิ้งขยะ

9. การเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษย์ก่อให้เกิดผลดี

     ผลเสียต่อทรัพยากรธรรมชาติหรือไม่ ลักษณะ

     ใด

10. ผลกระทบที่เกิดจากปัญหามลพิษส่งผลต่อ

     การดำรงชีวิตของมนุษย์ในเรื่องใด

11. ถ้าเกิดมีปัญหามลพิษในบริเวณบ้านหรือ     ท้องถิ่น

     ที่นักเรียนอาศัยอยู่ นักเรียนจะมีวิธีการแก้ไข

     ปัญหาดังกล่าวอย่างไร

12. นักเรียนมีวิธีการหรือแนวทางการป้องกันไม่ให้

     เกิดปัญหามลพิษได้อย่างไร

    ลงในแหล่งน้ำทำให้น้ำเน่าเสีย หรือการเกิด

    กลิ่นเน่าเหม็นจากกองขยะ

11. เราทุกคนควรตระหนักในปัญหาทรัพยากร-

    ธรรมชาติร่วมกัน และมีส่วนร่วมในการดูแล

    รักษาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น

 
ความรู้ของนักเรียนที่นำไปสู่ความเข้าใจที่คงทน

นักเรียนจะรู้ว่า

1. คำสำคัญ ได้แก่สิ่งแวดล้อมประชากร

    กลุ่มสิ่งมีชีวิต แหล่งที่อยู่อาศัย ระบบนิเวศ

    ผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้บริโภคซากพืชซากสัตว์

    ผู้ย่อยสลายซากพืชซากสัตว์

2. สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา มีทั้งสิ่งมีชีวิตและ

    สิ่งไม่มีชีวิตรวมเรียกว่า สิ่งแวดล้อม

3. สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน อาศัยอยู่ในแหล่งที่อยู่

    เดียวกันในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเรียกว่ประชากร

4. ประชากรของสิ่งมีชีวิตที่มากกว่า 1 ชนิด อาศัย

    อยู่ร่วมกันในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง และมีความ

    สัมพันธ์ซึ่งกันและกันเรียกว่า กลุ่มสิ่งมีชีวิต

5. บริเวณที่กลุ่มสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เรียกว่า แหล่งที่

    อยู่

6. บริเวณที่มีกลุ่มของสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตอยู่

    ร่วมกันและมีความสัมพันธ์กันเรียกว่า ระบบ    นิเวศ

7. ในระบบนิเวศจะมีผู้ผลิต ผู้บริโภค และ

    ผู้ย่อยสลายซากพืชซากสัตว์

8. สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศจะมีความสัมพันธ์กันใน

    เรื่องของการกินกันเป็นทอด ๆ เรียกว่า โซ่อาหาร

    ความสัมพันธ์ของโซ่อาหารหลาย ๆ โซ่อาหาร

    เรียกว่า สายใยอาหาร

9. สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันจะมีความสัมพันธ์

    กันในหลายรูปแบบ รวมถึงการมีความสัมพันธ์

    กับสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่ด้วย

ทักษะ/ความสามารถของนักเรียนที่จะนำไปสู่

ความเข้าใจที่คงทนนักเรียนจะสามารถ

1. สำรวจกลุ่มสิ่งมีชีวิตในแหล่งที่อยู่ต่าง ๆ

2. อธิบายความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวด-

     ล้อม

3. อธิบายความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต

     ในรูปของโซ่อาหารและสายใยอาหาร

4. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่อาศัย

     อยู่ร่วมกันและความสัมพันธ์ระหว่างสภาพ-

     แวดล้อมกับสิ่งมีชีวิต

5. สังเกตการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตในบริเวณ

     ต่าง ๆ

6. อธิบายประเภทและความสำคัญของทรัพยากร

     ธรรมชาติในท้องถิ่น

7. สืบค้นข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น

8. อธิบายผลของการเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษย์

     ต่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ

9. อธิบายผลกระทบที่เกิดกับสิ่งมีชีวิตจากการ

     เปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม

10. เสนอแนะแนวทางการป้องกันและดูแลรักษา

     ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

11. มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรม-

     ชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น

 

 

 

10. สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะมีการปรับตัวให้เข้ากับ

    สภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่เพื่อการอยู่รอด

11. ทรัพยากรธรรมชาติมีความสำคัญต่อการ

    ดำรงชีวิตของมนุษย์ ประเทศไทยมีทรัพยากร

    ธรรมชาติที่หลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละ

    ท้องถิ่น

12. ประชากรมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ทรัพยากร

    ธรรมชาติลดลงอย่างรวดเร็ว

13. การที่มนุษย์นำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้อย่าง

    ฟุ่มเฟือย ทำให้เกิดปัญหามลพิษที่ส่งผลต่อ

    การดำรงชีวิตของมนุษย์

14. เราทุกคนจึงควรช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากร

    ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกัน

 
ขั้นที่ 2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรู้ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงว่านักเรียนมีผลการเรียนรู้ตามที่กำหนดไว้อย่างแท้จริง
1. ภาระงานที่นักเรียนต้องปฏิบัติ

    – สำรวจกลุ่มสิ่งมีชีวิต

    – สำรวจแหล่งที่มาของอาหาร

    – สังเกตสภาพแวดล้อมแหล่งที่อยู่อาศัยของไส้เดือนดิน

    – สังเกตการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตในบริเวณโรงเรียน

    – สืบค้นข้อมูลป่าไม้ในท้องถิ่น

    – สำรวจสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น

2. วิธีการและเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้

วิธีการประเมินผลการเรียนรู้

เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้

    – การทดสอบ

    – การสนทนาซักถาม

    – การวัดเจตคติ

    – การวัดทักษะ

    – การประเมินตนเอง

     – แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน

     – แบบบันทึกการสนทนา

     – แบบวัดเจตคติทางวิทยาศาสตร์และเจตคติ

     ต่อวิทยาศาสตร์

     – แบบวัดทักษะ/กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

     – แบบประเมินตนเองของนักเรียน

 

 

 

3. สิ่งที่มุ่งประเมิน

    – ความสามารถในการอธิบาย ชี้แจง การแปลความและตีความ การประยุกต์ ดัดแปลง และนำไปใช้

    การมีมุมมองที่หลากหลาย การให้ความสำคัญใส่ในใจความรู้สึกของผู้อื่น และการรู้จักตนเอง

    – เจตคติทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์เป็นรายบุคคล

    – ทักษะ/กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

    – ทักษะการคิด

    – ทักษะการแก้ปัญหา

    – พฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม

ขั้นที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู้
– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ 2 ชั่วโมง

– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม 1 ชั่วโมง

– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกัน 1 ชั่วโมง

– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12 ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมกับสิ่งมีชีวิต 2 ชั่วโมง

– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 13 การปรับตัวของสิ่งมีชีวิตให้เข้ากับสภาพแวดล้อม 1 ชั่วโมง

– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 14 ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น 1 ชั่วโมง

– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15 ประชากรมนุษย์กับทรัพยากรธรรมชาติ 1 ชั่วโมง

– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16 มลพิษทางน้ำ 1 ชั่วโมง

– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 17 มลพิษทางอากาศ 1 ชั่วโมง

– แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 18 มลพิษจากขยะมูลฝอย 1 ชั่วโมง

 

 

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ร่างกายของเรา

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ร่างกายของเรา

(เวลา 11 ชั่วโมง)

 

ความรู้

1. อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย

2. ระบบหายใจ

3. ระบบย่อยอาหาร

4. ระบบหมุนเวียนเลือด

5. ระบบขับถ่าย

6. การเจริญเติบโตและพัฒนาการ

7. สารอาหารในอาหารหลัก

8. พลังงานจากสารอาหาร

ทักษะ/กระบวนการ

1. การสังเกต

2. การสำรวจ

3. การสืบค้นข้อมูล

4. การนำความรไ ปใชใ นชวี ติ ประจำวัน

ภาระ งาน/ชิ้น งาน

1. รายงานการศึกษาลักษณะและการ

ทำงานของอวัยวะภายในร่างกายที่นักเรียนสนใจ

2. สังเกตลักษณะของอวัยวะในระบบหายใจขณะหายใจเข้า-ออก

3. สังเกตอัตราการเต้นของหัวใจขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยการจับชีพจร

4.สังเกตสิ่งที่อยู่ในลมหายใจ ซึ่งเป็นของเสียที่ร่างกายกำจัดออกทางปอด

5.สังเกตการเจริญเติบโตของตนเองและ

เปรียบเทียบกับการเจริญเติบโตของเพื่อน

6.รายงานการศึกษาชนิดของสารอาหารที่ได้จากการรับประทานอาหารในแต่ละวัน และเปรียบเทียบสารอาหารที่ตนเองได้รับกับเพื่อน

7. สังเกตและคำนวณพลังงานที่ได้รับจากการรับประทานอาหารจานเดียว

คุณลักษณะที่พึงประสงค์

1. ใฝ่เรียนรู้

2. มุ่งมั่นในการทำงาน

3. มีเจตคติต่อวิทยาศาสตร์

4. มีเจตคติทางวิทยาศาสตร์

5. เห็นคุณค่าของการนำความรู้

ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน

ร่างกายของเรา

 

ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ร่างกายของเรา

ขั้นที่ 1 ผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับนักเรียน
ตัวชี้วัดชั้นปี1. อธิบายการเจริญเติบโตของมนุษย์จากวัยแรกเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่ (ว 1.1 ป. 6/1)2. อธิบายการทำงานที่สัมพันธ์กันของระบบย่อยอาหาร ระบบหายใจ และระบบหมุนเวียนเลือด

ของมนุษย์ (ว 1.1 ป. 6/2)

3. วิเคราะห์สารอาหารและอภิปรายความจำเป็นที่ร่างกายต้องได้รับสารอาหารในสัดส่วนที่

เหมาะสมกับเพศและวัย (ว 1.1 ป. 6/3)

ความ เข้าใจ ที่ คงทน ของ นักเรียนนักเรียน จะ เข้าใจ ว่า1. ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ ที่

ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

2. การเจรญิ เตบิ โตของร่างกายจากวัยเดก็ ส่วู ัย

ผู้ใหญ่ ขนาดของร่างกายและพัฒนาการจะ

เปลี่ยนแปลงไปซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละ

ช่วงวัย

3. มนุษย์ต้องกินอาหารเพื่อการดำรงชีวิต อาหาร

ประกอบดว้ ยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่า งกาย

เราจึงควรเลือกกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ

และเหมาะสมกับเพศและวัย

คำ ถาม สำคัญ ที่ ทำให้เกิด ความ เข้าใจ ที่ คงทน 1. ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยอวัยวะใดบ้าง

และมีการทำงานร่วมกันในลักษณะใด

2. การเจริญเติบโตและพัฒนาการของคนในแต่ละ

ช่วงวัยมีลักษณะใด

3. สารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของมนุษย์

มีอะไรบ้าง และเราจะเลือกกินอาหารอย่างไรให้

เหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย

ความรู้ของนักเรียนที่นำไปสู่ความเข้าใจที่คงทนนักเรียนจะรู้ว่า1. คำสำคัญ ได้แก่ ถุงลม หน่วยไต กรวยไตเซลล์อสุจิ เซลล์ไข่ อาหารหลัก 5 หมู่ พลังงาน

กิโลแคลอรี โภชนบัญญัติ

2. ร่างกายของเราประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ ที่

ทำงานอย่างเป็นระบบ ได้แก่ ระบบหายใจ ซึ่ง

ประกอบด้วย จมูก ปอด ถุงลม กะบังลม และ

กระดูกซี่โครง ระบบย่อยอาหาร ประกอบด้วย

ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน

ทักษะ/ความสามารถของนักเรียนที่จะนำไปสู่ความเข้าใจที่คงทน นักเรียนจะสามารถ1. อธิบายลักษณะและหน้าที่ของอวัยวะภายใน

ร่างกาย

2. อธิบายการทำงานที่สัมพันธ์กันของอวัยวะใน

ระบบหายใจ

3. สังเกตอัตราการเต้นของหัวใจและอธิบายปัจจัย

ที่มีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ

4. สังเกตและอธิบายวิธีการขับถ่ายของเสีย

ออกจากร่างกายทางปอด

 


 

ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ ระบบหมุนเวียนเลือดประกอบด้วย หัวใจและหลอดเลือด และระบบขับถ่าย ซึ่งจะกำจัดของเสียออกทางไต ลำไส้ใหญ่

ผิวหนัง และปอด

3. สารอาหารที่เป็นองค์ประกอบของอาหาร ได้แก่

โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ซึ่งเป็นสารอาหาร

ที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย และสารอาหารประเภท

เกลือแร่ และวิตามินที่ไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย

การเลือกกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการเหมาะ

สมกับเพศและวัย จะทำให้เรามีสุขภาพร่างกาย

ที่ดีและแข็งแรง

5. สังเกตและเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของตนเองกับเพื่อน6. สำรวจประเภทของสารอาหารที่ได้รับจากอาหาร

ในแต่ละวัน

7. ฝึกจัดรายการอาหารที่เหมาะสมกับเพศและวัย

ขั้นที่ 2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรู้ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงว่านักเรียนมีผลการเรียนรู้ตามที่กำหนดไว้อย่างแท้จริง
1. ภาระ งาน ที่ นักเรียน ต้อง ปฏิบัติ        – รายงานการศึกษาลักษณะและการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายที่นักเรียนสนใจ        – สังเกตลักษณะของอวัยวะในระบบหายใจขณะหายใจเข้า–ออก

        – สังเกตอัตราการเต้นของหัวใจขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยการจับชีพจร

        – สังเกตสิ่งที่อยู่ในลมหายใจซึ่งเป็นของเสียที่ร่างกายกำจัดออกทางปอด

        – สังเกตการเจริญเติบโตของตนเองและเปรียบเทียบกับการเจริญเติบโตของเพื่อน

        – รายงานการศึกษาชนิดของสารอาหารที่ได้จากการรับประทานอาหารในแต่ละวัน และเปรียบเทียบ

           สารอาหารที่ตนเองได้รับกับเพื่อน

       – สังเกตและคำนวณพลังงานที่ได้รับจากการรับประทานอาหารจานเดียว

2. วิธีการและเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้

วิธีการประเมินผลการเรียนรู้

เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้

– การทดสอบ– การสนทนาซักถาม– การวัดเจตคติ

– การวัดทักษะ

– การประเมินตนเอง

– แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน– แบบบันทึกการสนทนา– แบบวัดเจตคติทางวิทยาศาสตร์และเจตคติ

ต่อวิทยาศาสตร์

– แบบวัดทักษะ/กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

– แบบประเมินตนเองของนักเรียน

 


 

3. สิ่งที่มุ่งประเมิน          – ความสามารถในการอธิบาย ชี้แจง การแปลความและตีความ การประยุกต์ ดัดแปลง และนำไปใช้          การมีมุมมองที่หลากหลาย การให้ความสำคัญใส่ในใจความรู้สึกของผู้อื่น และการรู้จักตนเอง

          – เจตคติทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์เป็นรายบุคคล

          – ทักษะ/กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

          – ทักษะการคิด

          – ทักษะการแก้ปัญหา

          – พฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม

ขั้นที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู้
          – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย 1 ชั่วโมง          – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 การทำงานของระบบหายใจ 1 ชั่วโมง          – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 การทำงานของระบบย่อยอาหาร 1 ชั่วโมง

          – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 การทำงานของระบบหมุนเวียนเลือด 2 ชั่วโมง

          – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 การทำงานของระบบขับถ่าย 1 ชั่วโมง

           – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 การเจริญเติบโตและพัฒนาการ 2 ชั่วโมง

           – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 อาหารหลัก 5 หมู่ และสารอาหารในอาหารหลัก 5 หมู่ 1 ชั่วโมง

           – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 พลังงานจากสารอาหาร 2 ชั่วโมง